ประเทศอเมริกา - ระบบการศึกษา

อัพเดท : April 26th, 2016 10:20

โพสโดย : ธนารักษ์ ไชยศรี

ดูแล้ว : 146 ครั้ง


เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ ซึ่งมีการปกครองแบ่งออกเป็นรัฐต่างๆมากมาย ระบบการศึกษาจึงได้ถูกกำหนดให้แตกต่างกันออกไปตามกฎหมายของแต่ละรัฐ การศึกษาของสหรัฐอเมริกาให้ทางเลือกที่มีความหลากหลายแก่นักศึกษาต่างชาติ ทั้งยังมีสถาบันการศึกษา หลักสูตรและสถานที่ตั้งที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก นักเรียนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ เข้าเรียนเป็นเวลา 12 ปีในระดับมัธยมศึกษา และสามารถใช้วุฒิการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งรวมถึง วิทยาลัย มหาวิทยาลัย สถาบันที่เปิดสอนสายอาชีพต่างๆได้

อย่างไรก็ตามระดับการศึกษาโดยรวมสรุปได้ดังนี้

โรงเรียนอนุบาล(Kindergarten)

ระดับอายุ 3 ปี 6 ปี

โรงเรียนประถมศึกษา(Elementary Schools)

เริ่มเมื่ออายุ 6 ขวบ เรียน Grade 1 ถึง Grade 6

โรงเรียนมัธยมศึกษา(Junior High Schools/High School)

เริ่มที่ Grade 7 และ Grade 8 หรือมัธยมศึกษาตอนต้น (Middle School หรือ Junior High School)ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School) จะเริ่มที่ Grade 9 ไปจนถึง Grade 12 เมื่อจบ Grade 12 นักเรียนจะมีอายุ 18 ปี ในระดับนี้นักเรียนจะเรียนวิชาพื้นฐาน ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และต้องเลือกเรียนภาษาต่างชาติ เช่น เยอรมัน หรือสเปน หรือพลศึกษานักเรียนชาวอเมริกันที่ประสงค์จะเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยต้องผ่านการสอบเอ็นทรานซ์ที่เรียกว่า SAT (Scholastic Aptitude Test) ขณะที่นักศึกษาต่างชาติมักใช้เพียง TOEFL ซึ่งเป็นคะแนนสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษอย่างไรก็ตามผู้สำเร็จหลักสูตรมัธยมศึกษาส่วนใหญ่จะได้รับ High School Diploma ซึ่งได้รับการยอมรับในประเทศ

ระดับอุดมศึกษา(Higher Education)

สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกามีมากกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน ในการเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี นักศึกษา จะต้องมีผลสอบ TOEFL 500 สำหรับปริญญาโท และเอก จะต้องมีผลสอบ TOEFL 550 หากมีความประสงค์จะสมัครเรียน MBA จะต้องยื่นผลสอบ GMAT และในบางสาขา เช่น Communication, Engineering จะต้องยื่นผลสอบ GRE อีกด้วย ในอเมริกาและแคนาดา นักศึกษา ระดับปริญญาตรีที่จบหลักสูตรส่วนมากจะได้รับปริญญา Bachelor of Science (BS) หรือ Bachelor of Arts (BA) หลังจากศึกษาจนจบสี่ปี เงื่อนไขการสมัครสำหรับนักศึกษาต่างชาติมักรวมถึงคะแนนสอบภาษาอังกฤษ

ปริญญาตรี นักศึกษา ชาวอเมริกันโดยทั่วไป มักเลือกเรียนในวิชาที่ค่อนข้างมีความหลากหลาย และจะไม่เน้นสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ จนกว่าจะเข้าศึกษาต่อในระดับสูงกว่าปริญญาตรี  นักศึกษา ระดับปริญญาตรีที่จบหลักสูตรส่วนมากจะได้รับปริญญา Bachelor of Science (BS) หรือ Bachelor of Arts (BA) หลังจากศึกษาจนจบสี่ปี เงื่อนไขการสมัครสำหรับนักศึกษาต่างชาติมักรวมถึงคะแนนสอบภาษาอังกฤษ นักเรียนศึกษาระดับปริญญาตรีจะถูกเรียกตามลำดับชั้นปี คือ Freshman (ปีหนึ่ง) Sophomore (ปีสอง) Junior (ปีสาม) และ Senior (ปีสี่) สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี จะได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่แนะแนวนักศึกษาต่างชาติ (International Student Advisor) ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติเหล่านั้นในการปรับตัวให้เข้ากับการใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งให้คำปรึกษา ดำเนินการเรื่องการขอวีซ่า และการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ อีกด้วย

ปริญญาโทหลักสูตรระดับสูงกว่าปริญญาตรีที่เปิดสอนในสหรัฐอเมริกาประกอบด้วย ปริญญาโท (MA, MSc และ MBA) และปริญญาเอก (Ph.D.) หลักสูตรปริญญาโทโดยมากใช้เวลาหนึ่งปีในการศึกษาวิชาตามสาขา และสองปีในการทำวิจัย หลักสูตรที่ได้รับความนิยม คือ MBA ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีระยะเวลาเรียน 2 ปี ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์การทำงานในระดับการบริหารและการจัดการอย่างน้อยหนึ่งปี ประกอบกับจบการศึกษาระดับปริญญาตรี นอกจากนี้หลักสูตรปริญญาโทบางหลักสูตรอาจมีระยะเวลาเรียนเพียง 1 ปี อาทิ หลักสูตรด้าน Journalism การศึกษาในระดับปริญญาโท จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเข้าชั้นเรียน และนักศึกษามักต้องเตรียมเขียนงานที่เรียกว่า Masters Thesis

ปริญญาเอกมักต้องอาศัยการศึกษาเพิ่มเติมในขั้นสูง ระยะเวลาของหลักสูตร คือ 3 ปี หรือมากกว่า สำหรับนักศึกษาต่างชาติ อาจต้องใช้เวลาในการศึกษา 5-6 ปี ในช่วงปีแรก นักศึกษา ส่วนใหญ่จะลงทะเบียนเพื่อการเข้าชั้นเรียนและร่วมสัมมนา หลังจากนั้นต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปี ในการทำงานวิจัยของตนเองและเขียนวิทยานิพนธ์

สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐอเมริกาแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของรัฐ(State College/State University)

สถาบันประเภทนี้ได้รับการสนับสนุนและดำเนินการโดยรัฐบาลของรัฐนั้นๆ หรือรัฐบาลท้องถิ่น โดยแต่ละรัฐจะดำเนินการมหาวิทยาลัยอย่างน้อย 1 แห่ง และวิทยาลัยของรัฐอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งบางแห่งเปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี บางแห่งเปิดสอนปริญญาโทด้วย ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยทุกประการ วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยของรัฐส่วนใหญ่เหล่านี้จะมีคำว่า State เป็นส่วนหนึ่งของชื่อของสถาบันการศึกษา

วิทยาลัยระบบ 2 ปี(Two-Year College)

เป็นวิทยาลัยระบบ 2 ปี รับนักศึกษาที่สำเร็จในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล้ว บางแห่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล บางแห่งเป็นของภาคเอกชน วุฒิบัตรที่ได้เป็น อนุปริญญ Associates Degree ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยระบบ 2 ปี ส่วนใหญ่ขะโอนไปศึกษาต่อกับวิทยาลัยระบ 4 ปี (Four-Year College) หรือมหาวิทยาลัย และใช้เวลาเรียนอีก 2 ปีหรือมากกว่า

วิทยาลัยชุมชน(Community College)

เป็นวิทยาลัยระบบ 2 ปีของรัฐบาล จัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการศึกษาของแต่ละชุมชน ซึ่งมักอ้างถึงเมืองหรือ County โดยการใส่ไว้ในชื่อของวิทยาลัยนั้น วิทยาลัยชุมชนมักตั้งเงื่อนไขในการคัดเลือกนักศึกษาน้อยกว่าสถาบันที่ใช้เวลาศึกษา 4 ปี และค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมมักมีอัตราราคาถูกกว่ามหาวิทยาลัย ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยชุมชนท้องถิ่นจะได้รับ Associates Degree หลังจากใช้เวลาเรียนสองปี และสามารถโอนหน่วยกิตไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้ นักศึกษา จำนวนมากเลือกเรียนที่วิทยาลัยชุมชนเพื่อเป็นทางลัดสู่การศึกษาแบบ 4 ปีในมหาวิทยาลัย สถาบันลักษณะนี้ยินดีรับนักศึกษาต่างชาติ และยังมีบริการพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติ เช่น บริการชั้นเรียนทบทวนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังเปิดสอนหลักสูตรภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สอง หรือหลักสูตรภาษาอังกฤษแบบเข้มขั้น วิทยาลัยชุมชนหลายแห่งสามารถให้บริการด้านที่พักและบริการแนะแนวการศึกษาต่อที่นักศึกษาต่างชาติต้องการได้

สถาบันเทคโนโลยี(Institute of Technology)

เปิดสอนหบักสูตรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีระยะเวลาของหลักสูร 4 ปี เป็นอย่างน้อย บางแห่งเปิดสอนในระดับที่สูงกว่าปริญญาตรี ในขณะที่บางแห่งเปิดสอนเฉพาะหลักสูตรระยะสั้นเท่านั้น

ปีการศึกษา (Academic Year)

จะแตกต่างกันในแต่ละรัฐ แต่โดยทั่วไปจะได้รับการออกแบบเพื่อให้นักศึกษาสามารถลงทะเบียนได้ตามลำดับตลอดทั้งปี แบ่งได้เป็น

ระบบ Semester ใน 1 ปีการศึกษาจะมี 2 เทอม และ 1 เทอมสำหรับภาคฤดูร้อน เรียนเทอมละ 16 สัปดาห์

Fall Semester สิงหาคม ธันวาคม Spring Semester มกราคม พฤษภาคม Summer Session มิถุนายน สิงหาคม

ระบบ Quarter ใน 1 ปีการศึกษาจะประกอบด้วย 4 เทอม เรียนเทอมละ 10 สัปดาห์

Fall Quarter กันยายน ธันวาคม Winter Quarter มกราคม มีนาคม Spring Quarter เมษายน มิถุนายน Summer Quarter มิถุนายน สิงหาคม

ระบบ Trimester ใน 1 ปี เรียน 3 เทอม

First Trimester กันยายน ธันวาคม Second Trimester มกราคม เมษายน Third Trimester พฤษภาคม สิงหาคม

ระบบ 4-1-4 เป็นระบบใหม่ แบ่งเป็น 2 ภาคเรียน คั่นด้วยภาคเรียนสั้นๆ เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปค้นคว้าด้วยตนเอง หรือออกภาคสนาม (Field Trip)

Fall Semester สิงหาคม ธันวาคม Interim มกราคม Spring Semester กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม

ที่มา: http://www.higheducation.co.th/component/content/article/38-page/135-usa-b.html 

Tags : การศึกษา อเมริกา


คำที่มีการค้นหามากที่สุด


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรามารับประทานอาหารตามสีกันเถอะ เพื่อประโยชน์และความสมดุลของร่างกาย

รถพระทำ!!! ของแท้เห็นแล้วอึ้ง

รางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 เมษายน 59 ได้แก่ 221609

รวมเลขเด็ด หวยเด็ด หลายสำนัก [ตาดีได้ตาร้ายเสีย]

กลุ่มอาบูไซยาฟในฟิลิปปินส์ปล่อยตัวประกันชาวนอร์เวย์แล้ว

   หนังสือไว้อ่านก่อนสอบ (ฟรี)