เกี่ยวกับ

กรมสรรพาวุธทหารเรือ(Naval Ordnance Department)

สายธารประวัติศาสตร์ 

ย้อนกลับไปกว่า ๑๑๗ ปีก่อน ในครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินจากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ทรงประทับพระราชยานไปยังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย เสด็จพระราชดำเนินลงเรือพระที่นั่ง กราบขจรกรุง เรือพายไปเทียบ “ตะพานหน้าโรงหล่อ” เสด็จพระราชดำเนินขึ้นในการพระราชพิธีเปิด “อู่เรือหลวง” ในวันที่ ๙ มกราคม ๒๔๓๓ นั้น มีบันทึกเหตุการณ์ไว้ในราชกิจจานุเบกษาตอนหนึ่งดังที่ได้มายกมาข้างต้นนี้  นับเป็นหลักฐานสำคัญที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรว่าทหารเรือสยามในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ มีความสามารถผลิต “ปัสตันปืน” ใช้เองได้แล้ว และนอกจากนี้ยังมีอาคารสถานที่เกี่ยวแก่การผลิตศาสตราวุธและคลังเก็บศาสตราวุธที่แน่ชัดอีกด้วย

ราชกิจจานุเบกษาที่บันทึกเรื่องการเปิดอู่ทหารเรือ ปี พ.ศ. ๒๔๓๓ นี้ หากศึกษาตามประวัติศาสตร์ของการทหาร จะเห็นว่าเวลานั้นมีการแยกการทหารเป็น ทหารบก และ ทหารเรือ ออกจากกันเป็นคนละส่วนแล้วโดยผลของการ “ประกาศจัดการทหาร” เมื่อวันศุกร์ เดือนห้า แรมหนึ่งค่ำ ปีกุนยังเป็นอัฐศก จุลศักราช ๑๒๔๘ ตรงกับวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๐ จนกระทั่งตั้งเป็น “กรมทหารเรือ” ขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดการกรมยุทธนาธิการ ร.ศ.๑๐๙ เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๓ ในเวลาต่อมา

และที่สำคัญได้กล่าวถึง ห้องเก็บศาสตราวุธ ที่ “ออฟฟิศทหารเรือ” (พระนิเวศน์เดิม ในขณะนั้นเรียกว่าศาลาว่าการทหารเรือ) และอาคาร ๓ อาคารที่เป็นโรงทำปัสตันเวิกช๊อบที่หลอมเหล็กกลึงปืน ในอาณาบริเวณของอู่เรือหลวง (ใต้วัดระฆังโฆษิตาราม ฝั่งตรงข้ามท่าราชวรดิฐ) ซึ่งสร้างและใช้งานมาแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเหล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ แล้ว ก่อนที่จะปรับปรุงเป็นอู่ขนาดใหญ่แบบอู่ไม้ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปประกอบพิธีเปิดอู่เรือหลวงนี้ ต่อมาเป็นที่ตั้งของกรมอู่ทหารเรือในปัจจุบันในเวลานั้นเรียกรวมๆว่า “โรงหล่อ” บริเวณท่าเทียบเรือ ก็เรียก “ตะพานโรงหล่อ” รวมถึงทหารเรือ คนสมัยนั้นก็เรียกกันติดปากว่า “ทหารโรงหล่อ” อีกด้วย

บันทึกร่องรอยประวัติศาสตร์ทั้งในแง่อาคารสถานที่และเวลา จึงกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ของการสรรพาวุธทหารเรือมีความเป็นมายาวนาน  พร้อมๆกับการถือกำเนิดของกรมทหารเรือ และภารกิจของการสรรพาวุธก็ยังคงสืบเนื่องสานต่อกันอย่างเข้มแข็ง ตั้งแต่ครั้งยังเป็น “ทหารโรงหล่อ” จนกระทั้งถึงสมัยแห่งอาวุธปล่อยนำวิถีเช่นทุกวันนี้

ต้นธารสรรพาวุธ กรมแสง ต้นธารสรรพาวุธ

 

“กรมแสง” เป็นคำสั้นๆที่ใช้เรียกกรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมฝ่ายทหาร หรือ กรมฝ่ายพลเรือน ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับอาวุธ มีมาตั้งแต่โบราณ อาทิ กรมแสงปืนโรงใหญ่ มีหน้าที่เก็บรักษาอาวุธปืนและกระสุนปืน สั้งกัดกรมมหาดไทย แม้ว่าจะเป็นการเก็บรักษาอาวุธที่ใช้ในการทหาร และมีกรมแสงหอกดาบ กรมแสงปืนต้น สังกัดกรมภูษามาลา เนื่องจากเกี่ยวข้องด้วยเครื่องต้นของพระเจ้าแผ่นดิน เป็นต้น

          ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริจัดการปกครองใหม่ส่วนที่เป็นเรื่องการทหารโดยเฉพาะที่เกี่ยว แก่การสรรพาวุธ ทรงมีพระราชดำรัสแถลงพระบรมราชาธิบายในการแก้ไขการปกครองแผ่นดิน “ซึ่งมีเนื้อหาที่ทำให้ทราบถึงประวัติศาสตร์การสรรพาวุธไว้ว่า”

          “กรม แสงปืนโรงใหญ่เปนพนักงานที่เก็บรักษาอาวุธกระสุนปืนศิลาปากนกบันดามีทั้ง สิ้น ซึ่งแยกกรมแสงปืนโรงใหญ่มาไว้ในฝ่ายพลเรือนนี้..ทราบแต่ตามที่ว่ามาแยกไว้ ให้เป็นการถ่วงอำนาจกันในสมุหนายกสมุหพระกลาโหม คือแบ่งปืนใหญ่กรมกองแก้วจินดา แลกรมรักษาตึกดินไปไว้ในกรมพระกลาโหม แยกกรมนี้ (กรมแสงปืนโรงใหญ่ – ผู้เรียบเรียง) มาไว้ในกรมมหาดไทย ราชการของกรมแสงปืนใหญ่เปนพนักงานที่จะชำระรักษาปืนแลอาวุธอันมีอยู่ในโรงแลเปนผู้จ่ายกระสุนศิลาปากนก ให้แก่กรมอื่นๆ มีช่างเหล็กช่างไม้ที่สำหรับทำการปืนเล็กอยู่ในกรมทำการอยู่เสมอมิได้ขาด ภายหลังมาเมื่อปืนซื้อง่ายกว่าทำก็ยักไปใช้การต่างๆ ตลอดจนแต่งเครื่องทองเหลืองเครื่องเหล็กทั้งปวงไม่เลือกว่าอันใด กรมมหาดไทยก็มีอำนาจที่จะบังคัญบัญชา ตกมาอยู่ในอำนาจผู้บังคับกรมพระแสงหอกดาบแลพระแสงปืนต้นตามเช่นว่ามาแล้ว นั้น” *

          หน่วยราชการกรมแสงในสังกัดต่างๆ ที่มีอยู่มากนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอาวุธปืนจากปืนบรรจุปากกระบอกเป็นบรรจุท้ายกระบอกตาม กาลสมัย และการหาซื้อปืนง่ายกว่าการทำเองแล้วจึงทรงจัด “กรมแสง” ขึ้นใหม่อีกกรมหนึ่ง มีนายพลเรือโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ เป็นผู้บังคับการเพื่อดูแลรักษา และใช้อาวุธปืนแบบใหม่ที่สั่งซื้อเข้ามา เช่น ปืนเล็กบรรจุท้าย มาตินีเฮนรี ,ปืนมันลิเคอร์ และที่สำคัญคือ ปืนกลแกตลิง หรือ ปืนแกตลิงคัน

          จากนั้นจึงได้คัดเลขกรมแสงเป็นทหาร ส่วนหนึ่งฝึกใช้ปืนเล็กบรรจุท้ายส่วนหนึ่งฝึกใช้ปืนกล “แกตลิง” ทหารส่วนที่ฝึกใช้ปืนกลแกตลิงต่อมาจัดเป็นกรมทหารแกตลิงคัน เมื่อมีการสั่งซื้อเรือยอร์ต สองเสาจักรท้ายเข้ามาเป็นเรือพระที่นั่งเวสาตรี จึงมอบหมายให้ทหารกรมนี้เป็นทหารประจำเรือพระที่นั่งด้วย และนายพลเรือโทพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ผู้บังคับการกรมแสง ก็รั้งตำแหน่งผู้บังคับการกรม (ผู้บังคับการกรมพระที่นั่งเวสาตรีแลเรือเหล็ก) ซึ่งต่อมายกขึ้นเป็นกรมทหารเรืออย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ (นายพลเรือโท พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ จึงถือเป็นผู้บัญชาการกรมทหารเรือคนแรก-ผู้เรียบเรียง)

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแบบแผนธรรมเนียมเกี่ยวกับการอาวุธยุทธภัณฑ์ทั้งปวงจะคลี่คลายเป็นระบบ มากขึ้นในช่วงต้นรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น แต่ก็ยังคงรวมอาวุธและยุทธภัณฑ์ไว้ใน “กรมพระคลังสรรพยุทธ” เพียงแห่งเดียว และยังอยู่ในบังคับบัญชาของกรมมหาดไทย การเบิกจ่ายอาวุธจากทุกหน่วย ราชการในสมัยนั้นจะต้องทำฎีกาเบิกมายังศาลาลูกขุนใน (กรมมหาดไทย) เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสียก่อน แม้จนกระทั่งกรมพระคลังสรรพยุทธย้ายมาสังกัดกระทรวงพระกลาโหมในเวลาต่อมา แล้วก็ยังคงแยกคลังสรรพวุธจากกรมทหารบกหรือกรมทหารเรือเช่นเดิม