เกี่ยวกับ

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (Office of the Council of State)

ก่อน รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประเทศไทยยังไม่มีองค์กรกลางด้านการร่างกฎหมายโดยเฉพาะโดยปกติแล้วพระมหากษัตริย์จะทรงมีพระราชดำรัสให้อาลักษณ์เป็นผู้ร่างกฎหมายขึ้นตามพระราชประสงค์ เมื่ออาลักษณ์ดำเนินการเสร็จก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงตรวจแก้ด้วยพระองค์เอง แล้วจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้บังคับเป็นเรื่องๆไป ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติเคาน์ซิลออฟสเตดคือที่ปฤกษาราชการแผ่นดิน ขึ้น ในปีพ.ศ. ๒๔๑๗เพื่อเป็นองค์กรถวายคำปรึกษาแก่พระองค์ในการบริหารราชการแผ่นดิน การร่างกฎหมายและการพิจารณาเรื่องที่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนซึ่งอำนาจหน้าที่ขององค์กรดังกล่าวคล้ายคลึงกับ Conseil dEtat หรือ Council of State ของกลุ่มประเทศภาคพื้นทวีปยุโรป

ใน รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลให้เป็นสากล เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการแก้ไขสนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่ประเทศไทยทำไว้กับต่างประเทศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งคณะกรรมการร่างประมวลกฎหมายต่างๆ ขึ้นหลายคณะเพื่อร่างกฎหมายอย่างสากล และต่อมาทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง กรมร่างกฎหมายสังกัดกระทรวงยุติธรรม ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ใน เพื่อให้การชำระประมวลกฎหมายและร่างกฎหมายอื่นๆเป็นระบบมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๗๕

กรมร่างกฎหมายได้ไปขึ้นตรงต่อ คณะกรรมการราษฎร์ เพื่อความสะดวกในการดำเนินการออกกฎหมาย และในปีต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา พุทธศักราช ๒๔๗๖ เพื่อจัดตั้ง คณะกรรมการกฤษฎีกา ขึ้นตามแนวทางของสถาบันที่ปฤกษาราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ ๕และ Conseil dEtat ของประเทศภาคพื้นทวีปยุโรป โดยองค์กรดังกล่าวจะทำหน้าที่ร่างกฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมายแก่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐแทนกรมร่างกฏหมาย รวมทั้งมีอำนาจพิจารณาเรื่องที่ราษฎรได้รับความเสียหายจากการกระทำตามหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือคดีปกครองด้วย เพื่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กฎหมายดังกล่าวได้จัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการกฤษฎีกาในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้มีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ ขึ้นเพื่อปรับปรุงการจัดองค์กร อำนาจหน้าที่และกลไกในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

อนึ่ง อำนาจของคณะกรรมการกฤษฎีกาในการพิจารณาเรื่องที่ราษฎรได้รับความเสียหายจากการกระทำตราหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือคดีปกครองได้รับการพัฒนาตลอดมาจนในที่สุดได้โอนไปเป็นอำนาจของศาลปกครองเมื่อมีการจัดตั้งศาลปกครองขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๔๒