เกี่ยวกับ

กระทรวงกลาโหม (Ministry of Defence)กิจการทหารของชาติไทย นับได้ว่าก่อกำเนิดมาพร้อม ๆ กับกำเนิดชาติไทยเท่าที่ศึกษาด้นพบได้

วิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และพระราชอาณาจักรสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยลำดับ สืบมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระปิยมหาราช ทรงพิจารณาเห็นว่า การป้องกันประเทศและดำรงไว้ซึ่งอิสรภาพ ตลอดจนบูรณภาพแห่งชาติไทย ให้สถิตสถาพร ย่อมขึ้นอยู่กับ กำลังทหารที่จัดระบบให้ทัดเทียมกับอารยประเทศที่เจริญ จึงโปรดเกล้าโปรด ฯ ให้รวมทหารบก ทหารเรือ เข้าด้วยกัน ภายใต้การบังคับบัญชาของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร คือ สมเด็จเจ้าฟ้า มหาวซิรุณหิศ ฯ โดยตราพระราชบัญญัติจัดตั้ง กรมยุทธนาธิการ ขึ้นเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๐ มีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดี กิจการทหารในยุคนี้ได้มีการเร่งรัดปรับปรุงให้ ทันสมัยตามแบบอย่างอารยประเทศ ต่อมาได้ตราพระราชบัญญัติยกฐานะกรมยุทธนาธิการ เป็น กระทรวง ยุทธนาธิการ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๓๓ มีทหารบก ทหารเรือ อยู่ในบังคับบัญชา จนถึงรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนกระทรวงยุทธนาธิการเป็นกระทรวงกลาโหม มีอำนาจ ปกครองบังคับบัญชาเฉพาะทหารบกฝ่ายเดียว ส่วนทหารเรือนั้นได้แยกออกไปตั้งเป็นกระทรวงทหารเรือ เป็น เอกเทศในระยะนั้น กระทรวงกลาโหม (ทหารบก) ได้จัดอัตรากำลังเป็น ๓ กองทัพ มีกำลังรบหลัก ๑๐ กองพล ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจตกตํ่า ทั่วโลก และส่งผลกระทบถึงประเทศไทยด้วย (หลังสงครามโลกครั้งที่ ๑) ได้ปรับลดกำลังทหารบกเหลือ ๒ กองทัพน้อย มีกำลังรบหลัก ๒ กองพล และได้ยุบกระทรวงทหารเรือมารวมเข้ากับกระทรวงกลาโหม เรียกซื่อว่า กระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๔ อีกครั้งหนึ่งสืบมาจนกระทั่งถึง ป้จจุบัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๘๐ ได้ปรับปรุงการทหารเพิ่มเติม ยกฐานะกรมทหารอากาศขึ้นเป็น กองทัพอากาศ  ดังนั้น กิจการทหารไทย จึงมีทั้ง กองทัพบก   กองทัพเรือ  และกองทัพอากาศเป็น ส่วนราชการขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้บังคับบัญชา

การกำหนดให้วันที่ ๘ เมษายน ของทุกปีเป็นวันระลึกคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม สืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๘๕ รัฐบาลภายใต้การน่าของ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จัดให้มีวันที่ระลึกคล้ายวัน สถาปนาของหน่วยราชการต่าง ๆ ขึ้น อาทิ วันกองทัพบก วันที่ ๒๔ มกราคม วันกองทัพเรือ วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน และวันกองทัพอากาศ วันที่ ๒๗ มีนาคม และประกาศให้ ๘ เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ ออกประกาศการจัดอัตรากำลังทหารและตั้งกรมยุทธนาธิการ อันเป็นวันก่อกำเนิดกิจการทหารไทยตาม อัตรากำลังแบบใหม่และมีความเจริญก้าวหน้าติดต่อกันมาเป็นวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม และยึดถือต่อมาจนถึงปีจจุบันนี้

ประวัติศาลาว่าการกระทรวงกลาโหม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชปรีชาญาณอันลํ้าเลิศ พระองค์ ทรงแลเห็นเหตุการณ์ไกล แลทรงมีพระราชอัธยาศัยสุขุมคัมภีร์ภาพ ทรงเห็นว่า กิจการทหารเป็นหลักประกัน ที่มั่นคงที่สุดชองเอกราชแห่งชาติไทย แลเพื่อให้เอกราชอิสรภาพชองชาติมั่นคงอยู่ไดโดยสถาพร จำต้อง ดำเนินบริหารพระราชอาณาจักรด้วยความรอบคอบ แลการทหารนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นหลักประกัน ให้แก่ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดำรงอยู่อย่างสถาพรได้ ดังนั้น พระองค์จึงทรงปรับปรุงกิจการ ทหารโดยเร่งรีบ ทรงมีพระราชดำริก่อนที่จะจัดการทหารให้เป็นหมวดหมู่ และเป็นกองทัพนั้นว่า จะต้องหา สถานที่ให้ทหารอยู่อย่างดีแลถูกต้องตามสุขลักษณะเยี่ยงต่างประเทศ เขาทำกันเสียก่อน ทรงพระดำริเห็น ว่าทหารในยุคชองพระองค์นั้น มีที่อยู่อาศัยกระจัดกระจายกันอยู่หลายแห่ง เห็นควรจะเอาให้มาอยู่แห่ง เดียวกัน เมื่อทหารได้มีที่อยู่อาศัยเป็นสุขทั้งไพร่พลแลตัวมูลนายแล้ว ก็ย่อมเป็นกำลังอันมั่นคงแก่ ประเทศชาติ เมื่อได้ทรงพระราชดำริฉะนี้แล้ว จึงโปรดเกล้าให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ คือ จอมพลเจ้าพระยา สุรศักดมนตรี (เจิม แสงชูโต) เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งโรงทหารหน้าขึ้น (คือ กระทรวงกลาโหมบัดนี้)

เพื่อให้สำเร็จการนี้ดั่งพระราชประสงค์ เจ้าหมื่นไวยวรนารถ จึงได้เลือกเอาสถานที่ฉางหลวงเก่าที่อยู่ช้างศาล เจ้าพ่อหลักเมืองเป็นที่ตั้งโครงการเรื่องตั้งโรงทหารอย่างถาวรนี้ เป็นประวัติการสำคัญส่วนหนึ่งชองกระทรวงกลาโหมที่ควรน่ามา พรรณนาประกอบเรื่องในจันที่ระลึกสถาปนากระทรวงกลาโหมไว้ด้วย ดังนี้

ที่ว่าการกระทรวงกลาโหมในปีพุทธศักราช ๒๔๒๓ นั้น กรมทหารหน้า มีหน่วยขึ้นอยู่หลายหน่วย คือ กรมทหารหน้าเกราะทอง, กรมทหาร!เพาย, กรมทหารรักษาพระองค์ (แบ่งเป็นกรมปีนทองปราย กรมปีนปรายหอก กรมเกณฑ์หัดอย่าง ยุโรป กรมทหารมหาดไทย และกองเลขาเจ้าตายนายตาย) รวมกำลังทั้งสิ้นเกือบ ๓๐,๐๐๐ คน แต่เมื่อหักพวก ที่ออกไปประจำตามหัวเมือง ไปทำงานจรต่างเมือง และที่ชาดทัพเพราะคิดถึงบ้านแลลูกเมียแล้ว ใน กรุงเทพมหานครนี้จะมีกำลังทหารประจำอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน มิได้ชาด ครั้นในพุทธศักราช ๒๔๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นว่า ทหาร ที่เหลือประจำรักษาพระนครเดิมนั้น มีจำนวนน้อยไม่พอแก่การป้องกันบ้านเมืองในยามฉุกเฉิน ทั้งประจวบกับในปีนี้จะต้องจัดงานพระเมรุสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ แลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้า ฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์, การแสดงมหกรรมชองชาติ แลการสมโภชพระนครครบรอบร้อยปี ณ ห้องสนามหลวง งานมโหฬารทั้งสามนี้ ต้องการกำลังทหารทำงานโยธา แลรักษาการณ์เวรยามมากกว่าปี ก่อน ๆ หลายเท่า จึงโปรดเกล้า ฯ ให้รับคนสมัครเช้ารับราชการทหารในกรมทหารหน้าอีก ๔,๐๐๐ คน เมื่อมีจำนวนพลทหารมากขึ้นเซ่นนี้ก็ทำให้เพิงพักสำหรับที่นอนชองพลทหารที่มีอยู่เดิม ๓ แห่ง คือ เพิงรอบนอกกำแพงพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่นอกกำแพงประตูวิเศษไชยศรีจนถึงป้อมเผด็จดัษกร ๑ แห่ง เพิงแนวเดียวกับที่กล่าวแล้ว แต่เริ่มจากประตูวิเศษไชยศรี ไปทางตะวันตก จนถึงป้อมอินทรรังสรรค์ ตรงช้าง กับท่าพระ ๑ แห่งเพิงหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ๑ แห่ง เพิงทั้งสามแห่งนี้ เพียงแต่ใช้สำหรับหลับนอนเท่านั้น ก็แสนคับแคบอยู่แล้ว เมื่อมีทหารสมัครใหม่มา เพิ่มถึง ๕,๐๐๐ คน ก็มิรู้ว่าจะเบียดแทรกลงไปอย่างไรได้อีก จึงต้องจัดการให้ควบคุมกันไปพักอาศัยอยู่ตาม ศาลาในพระอารามหลวงต่าง ๆ เซ่น วัดพระเซตูพน วัดราชบูรณะ เป้นต้น แต่การแยกกำลังกระจัดกระจาย ออกไปอยู่หลายที่หลายแห่งเซ่นนี้ ย่อมไม่สะดวกต่อการควบคุมและฝึกหัดอบรมโดยใกล้ชิด จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ ให้เร่งปลูกสร้างโรงหลังคาจากให้ทหารพักชั่วคราว ที่ตำบลปทุมวัน พอสร้างเสร็จก็ให้ทหาร สมัครใหม่ที่อาศัยอยู่ตามวัดไปรวมพักอยู่ที่นั่นได้ ประมาณ ๑,๐๐๐ คน ส่วนเศษที่เหลือคงอาศัยอยู่ที่วัด ตามเดิม เมื่องานฉลองพระนครแลการพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ กับสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอเสร็จแล้ว ท้องสนามหลวงอันเป็นที่จัดงานก็มากไปด้วยสิ่งปฏิกูล แมลงวันจำนวนมากมาย ได้ก่อกำเนิด จากเศษอาหารนานาชนิด ๆ ที่คนมักง่ายเทสาดไว้ตามท้องสนามหลวง แลทหารก็ได้รับประทานอาหาร หลาก รสที่ซาวไทยและซาวต่างประเทศวางชายไม่เลือก ประกอบกับกำลังกายทรุดโทรมหลังจากต้องตรำอยู่เวรยาม ในระยะนานวัน จึงได้เกิดอหิวาตกโรคระบาดขึ้นในหน่วยทหารหน้า แล้วลุกลามไปสู่ซาวบ้าน ซาวร้านทั่วไป ในพระนคร ม่คนล้มตายลงแลอพยพหนีไปอยู่ที่อื่นกันเป็นอันมาก เฉพาะทหารสมัครอย่างเดียวได้ตายไป หลายร้อยคน แลทหารสมัครใหม่เหล่านี้ เมื่อเห็นซาวบ้านหนีโรคห่านี้ ออกไปนอกเมืองจนในตลาดเงียบ เหงาวังเวง ก็บังเกิดการกลัวโรคและกลัวความเงียบนัก จึงพากันหนีกลับไปอยู่บ้านเสียเป็นอันมาก เพื่อเป็น การบำรุงขวัญป้องกันมิให้ทหารหนี จึงโปรดเกล้า ฯ ให้คุมทหารที่เหลือหลบโรคภัยไปพักอยู่ที่ป้อมผีเสื้อสมุทร จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการชั่วคราว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปริวิตกในการที่ต้องสูญเสียกำลังทหารไปในครั้งนี้มาก จึงมีพระ กระแสรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ตามออกไปรวบรวมทหารที่แตกหนีไปนั้นกลับเช้ากรมกองโดยด่วน บทเรียนจากการติดตามทหารหนีคราวนี้ได้สอนให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ผู้บังคับการกรมทหารหน้า ในขณะนั้น คิดให้ม่การลักตราจักรลงที่หน้าแขนชวาชองทหารหน้าทุกคน เพื่อสะดวกต่อการติดตามตัวในภาย หน้า ในตราจักรที่ลักไว้ ม่เลชประจำตัวทหารแลอักษรย่อนามเมือง ภูมิสำเนาชองตัวทหารคนนั้น ๆปรากฏอยู่ด้วย ต่อเมื่อได้กวาดต้อนทหารกลับเช้ากรมกองได้มากแล้วจะน่าไปควบคุมกระจายกันเป็นหลายที่ หลายแห่งเหม่อนอย่างแต่ก่อน ก็เกรงว่าจะควบคุมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ม่การหลบหนีได้ยาก ผู้บังคับ การกรมทหารหน้า จึงได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตสร้าง โรงทหารหน้าอย่างถาวรขึ้นที่ฉางหลวง เก่าใกล้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง พร้อมกันนั้นได้ทูลเกล้า ฯ ถวาย

แผนผังการก่อสร้าง และงบประมาณการก่อสร้างด้วยเสร็จผู้บังคับการได้ถวายคำอธิบายประกอบไปด้วยว่า ตนได้ตรวจหาทำเลสร้างโรงทหารแล้วเห็นว่าบริเวณฉางข้าวหลวงเก่าเจ็ดฉาง และโรงสีข้าวข้างหลัก เมืองนั้นได้ชำรุดทรุดโทรมหมดแล้ว แม้แต่พื้นก็หามีไม่ ฝาและหลังคา กลายเป็นที่เกิดและ เกาะอาศัยของต้นไทรและเถาวัลย์ จนเกือบจะมองไม่เห็นตัวฉางบรรดาวังเจ้านายมีกรมซึ่งตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันนั้น ก็มีสภาพดีกว่าฉางข้าวที่กล่าวมาแล้วเพียงเล็กน้อย เพราะมืคนอาศัยทำความสะอาดอยู่บ้าง ขอบเขตของ พื้นที่แห่งนี้ทางด้านตะวันออกนับจากฉางข้าวเสียบไปตามริมคลองหลอดถึงสะพานข้าง โรงสี กว้าง ๓ เส้น ๑๐ วา ส่วนยาววัดจากศาลเจ้าพ่อหลักเมืองถึงฉางข้าวริมคลองหลอด ยาว ๔ เส้น ได้ให้ช่างถ่ายรูปฉางข้าว และวังที่ทรุดโทรมไว้ทุกๆ แห่ง แลได้ทำแผนผังหยาบ ๆ ขีดวงให้เห็น อาณาเขตของพื้นที่ที่ต้องการทั้งได้สั่งให้ นายกราซี ช่างรับเหมาก่อสร้างมาก่อสร้างมาเขียนแบบแปลนตึก ๒ ขั้น และ ๓ ขั้น ขึ้นประกอบการพิจารณา อย่างละแบบ กะไว้ว่าเมื่อสร้างเสร็จตามแบบแปลนนี้แล้วสามารถรวมเอากรมทหารหน้าเข้ามาไว่ได้ทั้งหมด รวมค่าก่อสร้างทั้งหมดประมาณ ๕,000 ชั่ง (๔๐๐,๐๐๐ บาท) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับแผนผัง แลรูปถ่ายไว้ ทรงพระราชวินิจฉัยแลทรงมืพระกระแสรับสั่งว่า ขอเวลาปรึกษาหารือก่อนต่อมาอีกไม่กี่วัน เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ได้น่าแผนผังตึก ๓ ขั้นที่ได้แก่ไขใหม่เข้าไปทูลเกล้า ฯ ถวาย ให้ทอดพระเนตรใหม่ และกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า หากจะไม่ทรงสร้างโรงทหารขึ้นในที่ ๆ ได้กราบบังคมทูลนี้แล้วก็น่าเสียดายมาก เพราะจะหาที่กว้างขวางแลเหมาะเจาะภายในเขตกำแพงพระนครได้ ลำบากนัก และยิ่งจะหาได้ยากทั้งราคาก็จะทวีสูงขึ้นตามความเจริญของบ้านเมือง จึงได้สั่งให้นายกราซี เขียน แผนผังเป็นตึก ๓ ขั้นอย่างสมบูรณ์ หวังว่าจะบรรจุทหารได้ถึง ๑ กองพลน้อย และเห็นว่าควรสร้างขึ้นเป็นตึก สามขั้นเสียทีเดียว แม้จะต้องเสียค่าก่อสร้างขึ้นบ้าง แต่ก็จะได้ประโยชน์อเนกประการ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นขอบในคำกราบบังคมทูลด้วยทุกประการและโปรดเกล้า ฯให้สร้างตามแผนผังฉบับ หลังนั้นได้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ได้ทำสัญญาจ้างกับนายกราซีผู้รับเหมาเริ่มลงมือรื้อถอนโรงเรือนเก่า ๆ ออกแล้วได้ลงมือสร้างตึกโรงทหารหน้าในพุทธศักราช ๒๔๒๔ อนึ่ง พิธีวางศิลาฤกษ์รากตึกได้จัดเป็นพิธีหลวง แลกำหนดทำพร้อมกันกับพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์วังสระปทุม ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวซิรุณหิศ และวังท่าข้าง ในพระเจ้าน้อยยาเธอพระองค์เจ้าสวัสดีโสภณอันโรงทหารหน้าที่สร้างใน ครั้งกระโน้น มืรายละเอียดแปลกต่างไปจากสภาพที่ว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนี้อยู่มาก จึงใคร่เล่า รายละเอียดเหล่านั้นไว้เป็นประวัติด้วยความใหญ่โตของโรงทหารหน้าสมัยนั้น สามารถบรรจุเอากำลังทหาร อาวุธ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ เสบียงอาหาร โรงครัวของกรมทหารหน้าไว์ได้หมด สมดังความตั้งใจที่จะให้บรรจุกำลังได้ถึง ๑ กองพลน้อยจริง ๆ คือด้านหน้า (ที่อยู่ทางทิศตะวันตก) เฉพาะตอนกลางที่เป็นมุข ๓ ขั้น ขั้นบนเป็นที่เก็บ สรรพสาตรา อาวุธ และพิพิธภัณฑ์ทหาร ขั้นกลางเป็นที่ประชุมนายทหาร ขั้นล่างเป็นที่ฝึกหัด การฟ้นดาบตึกสามชั้นด้านขวา (ที่อยู่ทางทิศเหนือ) ชั้นบนคงเป็นที่อยู่ของนายและพลทหาร โดยแบ่งออกเป็น ตอน ๆ ตอนละ ๑ กองร้อย เฉพาะห้องนายทหารได้กั้นภายในตอนกองร้อยไว้ส่วนหนึ่งต่างหาก ชั้นกลาง เป็นที่ประชุมอบรมทหาร ชั้นล่างเป็นคลังเก็บครุภัณฑ์และยุทธภัณฑ์หน่วยต่าง ๆ ที่อยู่ทาง ด้านขวานี้ มี ทหารปีนใหญ่ โรงพยาบาลทหาร โรงม้า และโรงฝึกม้า (เห็นจะเป็นโรงใหญ่ตรงสะพานหกเดี๋ยวนี้) ทั้งนี้ เพราะ ทางราชการทหารไดให้ฝรั่งสั่งม้าเทศมาจากออสเตรเลียแล้วถึง ๓๕๐ ม้า นอกจากนี้ มีหน่วยสัตว์รักษโรงไว้ม้า และรถพระที่นั่งเทียมม้าเทศ ต่อจากตึกสามชั้นไปทางด้านเหน่อได้ดัดแปลงโรงม้าเก่าให้เป็น ๒ ชั้น (เห็นจะเป็นตึกที่ใซ้เป็นสโมสรกลาโหมเดี๋ยวนี้) สำหรับให้ ทหารม้าอาศัยอยู่ข้างบน ชั้นล่างให้ม้าอยู่ตึกสามชั้นด้านซ้าย (ที่อยู่ทางทิศใต้) คงจัดแบ่งแต่ละชั้นให้ทหารอยู่ ไว้ของหรืออาวุธอย่างด้านเหน่อ หน่วยทหารเหล่านั้น มีทหารราบ ทหารช่างปลายสุดของตึกนี้ได้สร้างขึ้นเป็นหอนาฬิกาใหญ่ ภายในหอนี้ ชั้น ล่างเป็นเครื่องสูบนี้าและโรงงานของทหารช่าง ชั้นสองเป็นที่เก็บยุทธภัณฑ์ ชั้นสามเป็นลังเหล็กใหญ่สำหรับ เก็บนี้าใส ชั้นสี่เป็นหน้าปิดนาฬิกาเห็นได้ ๒ ด้าน ชั้นห้าเป็นที่ทหาร รักษาการณ์มีไฟฉาย (ไฟฟ้า) และ โทรศัพท์พร้อมทุกชั้นของตึกใหญ่มีบันไดอยู่ที่มุม และตอนกลางใกล้ ๆ บันได มีห้องปิสสาวะข้างบันไดละ ๒ ห้องทุกชั้น เพื่อมิให้กลิ่นที่ฟ้งไปไกล จึงได้ต่อท่อนี้าจากถังใหญ่ที่หอนาฬิกามาชำระด้านหลัง (ที่อยู่ทางทิศตะวันออก) มีสระนี้าให้ทหารอาบ ซักเสื้อผ้า และหัดว่ายนี้าหนึ่งสระ ต่อจากสระมีฉางสำหรับเก็บข้าวสารตุนไว้ให้ทหารกินเป็นห้อง ๆ ถัดจากฉางข้างเป็นโรงครัวประกอบอาหาร เลี้ยงทหารอยู่หนึ่งโรงใต้ครัวนี้มีห้องใต้ดิน ๓ ห้อง ใช้เก็บและกรองนี้าให้สะอาดในหน้าแล้ง นี้านี้สูบมาจาก โรงสูบนี้าที่ท่าข้างแล้วดันมาตามท่อใต้ดิน (ขณะนี้ยังมีโผล่ที่ข้างสะพานท่าข้าง)

เพื่อป้องกันมิให้แสงแดดตอนบ่ายและตอนเย็นล่องเข้าไปถึงเฉลียงรอบโรงทหารชั้นใน จึงได้ปลูกกอไผ่ ลีสุกเป็นแถวกั้นไว้ทั้งสามด้าน
การก่อสร้างได้ดำเนินมาจนย่างเข้าปีที่สาม คือ พุทธศักราช ๒๔๒๗ โรงทหารมหึมานั้น ก็จวนจะ เสร็จเรียบร้อย เจ้าหมื่นไวยวรนารถ จึงได้ท่าหนังสือทูลเกล้า ฯ ถวาย ขอพระราชทานนามโรงทหารแห่งนี้ไว้ที่ หน้ามุขจึงมีพระราชหัตถ์เลขาตอบว่า อย่าให้ชื่อพิสดารอย่างไรเลย ให้ใช้นามว่าโรงทหารหน้าเท่านั้น และ ให้มีศักราชที่สร้างขึ้นไว้ด้วย นายช่างก็ได้ประดิษฐ์ตัวอักษรป้นนามนั้นตามพระราชประสงค์ และ ต่อมาอีกไม่กี่วันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถไปเฝ็า สมเด็จพระสังฆราช (สา) ณ วัดราชประดิษฐ์ น่ากระแสพระราชดำริ ในการที่ต้องพระราชประสงค์คาถา สำหรับประจำตรากรมทหารหน้า สมเด็จพระสังฆราช จึงทรงผูกคาถาให้เจ้าหมื่นไวยวรนารถน่ามาทูลเกล้า ฯ ถวายให้ทรงเลือก ๔ บท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเลือกคาถาบท วิเชตวา พลวา ภูบํเ รฏเฐ สาเธตุ วุฑฒิโย ให้เป็นตราสำหรับทหารหน้า ต่อเมื่อให้ตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้นแล้ว จึงได้กราบบังคมทูล พระกรุณาขอให้เปลี่ยนนามนั้นเป็น กรมยุทธนาธิการ แต่มีพระกระแสรับสั่งว่าให้คงไว้เป็นที่ระลึกของ กรมทหารหน้า และเมื่อได้ตั้งกระทรวงกลาโหมขึ้นจึงได้ลบ โรงทหารหน้าออก ใช้กระทรวงกลาโหม แทนต่อมา จนถึงทุกวันนี้เจ้าหมื่นไวยวรนารถ ได้ตั้งใจจัดให้โรงทหารหน้าเป็นแหล่งกลางที่สำคัญที่สุดสำหรับการทหารในพระ นคร จึงให้จัดหาด้วยการสร้างและซื้อเครื่องประคับประดาตกแต่งภายใน เครื่องใช้และอุปกรณ์ในกิจการ ทหารต่าง ๆ ไวในโรงทหารแห่งนี้อย่างพร้อมมูล เฉพาะค่าก่อสร้างตัวโรงทหารสิ้นเงิน ๗,๐๐๐ ชั่ง(๕๖๐,๐๐๐ บาท) เครื่องตกแต่งและเครื่องประกอบเป็นเงินประมาณ ๑๒๕ ชั่ง (๑๐,๐๐๐ บาท) เสร็จ เรียบร้อยแล้วก็หาวันมงคล ทำการเปีดโรงทหารหน้าใหม่ ขุนโหร ฯ ผูให้ฤกษ์ได้กำหนดเอาวันศุกร์ แรม ๑๑ คํ่า เดือน ๘ ปีวอก ร.ศ.๑๐๓ (ตรงกับวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๒๗) เป็นวันเปีดในตอนเช้าของวันเปิดได้เริ่มต้นด้วยพิธีทางพุทธศาสนาเจริญพระพุทธมนต์และเลี้ยงพระ ครั้งได้มหาพิชัยฤกษ์เวลา ๕โมงเช้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปิดโรงทหารใหม่นั้น และเสด็จ ทอดพระเนตรตามที่ต่าง ๆ ทั่วทุกแห่ง เมื่อเสด็จกลับแล้วทหารต่าง ๆ ในกรมทหารหน้าก็ได้ขึ้นประจำโรง ทหารใหม่ของตนต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่าคำ แบแร็ก ที่ใช้เรียกโรงทหารหน้าอยู่นั้น เป็นคำต่อประเทศพิงไม่ใคร่รู้เรื่องกัน ประกอบกับเมื่อวันที่ ๑ เมษายนปีนั้ ได้ยกฐานะกรมยุทธนาธิการขึ้นเป็นกระทรวงยุทธนาธิการ และได้มาตั้งกองบัญชาการอยู่ในโรง ทหารแห่งนี้แล้ว จึงทรงขนานนามโรงทหารนี้ใหม่ว่า ศาลายุทธนาธิการ ในวันที่ ๒ เดือนเดียวกันล่วงมาวันที่ ๑ เมษายน พุทธคักราช ๒๔๓๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ กำหนดหน้าที่ กระทรวงกลาโหมเป็นกระทรวงราชการทหารตามตำราโบราณ ส่วนกระทรวงยุทธนาธิการได้ลดลงเป็น กรมบังคับบัญชาทหารบกในพุทธศักราช ๒๔๓๗ ได้ย้ายที่ว่าการกระทรวงกลาโหมจากศาลาลูกขุนใน ออกมา อยู่ที่ตึกหลังกลางด้านหน้าชองศาลายุทฮนาธิการ และได้เปลี่ยนซื่อว่า ที่ว่าการกระทรวงกลาโหม ดังจะได้เห็น จากอักษรที่เขียนอยู่เหนือหน้ามุขด้านตะวันตกในทุกวันนี้