เกี่ยวกับ

กรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศ - Royal Thai Air Force

ในปี พ.ศ.๒๔๙๕ ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา จัดวางระเบียบราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม
มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่๒๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๕โดยยกฐานะแผนกที่ ๔ กรมเสนาธิการทหารอากาศ
เป็น กรมการส่งกำลังบำรุงทหารอากาศ จึงถือเป็นวันสถาปนากรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศตั้งแต่นั้นมา
ต่อมา ในปี พ.ศ.๒๔๙๘ กองทัพอากาศได้ปรับปรุงแก้ไขชื่อกรมต่างๆ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงได้เปลี่ยนชื่อจาก
กรมการส่งกำลังบำรุงทหารอากาศเป็น กรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศ และได้ใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน
โดยมี พลอากาศตรี บัว ศิริทรัพย์ เป็น เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศคนแรก

กรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศกำหนดใช้รูปท้าวมหาพรหมในท่าเดินลีลา
เหนือปีกนก กางซ้อนทับบนวงช่อชัยพฤกษ์โอบขึ้นทั้งสองข้าง ข้างละ ๙ ใบ
ทั้งหมดบรรจุอยู่ในวงกลมเป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์ของหน่วยซึ่งเหมือนกับ
การปฏิบัติงานของกรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศที่จะต้องเป็นผู้รอบรู้
คอยสอดส่องดูแลสดับฟังถึงความต้องการของหน่วยต่างๆและให้การสนับสนุน
ได้ทันความต้องการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ภารกิจต่างๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ภารกิจกรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศ ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของ
ส่วนราชการ กองทัพอากาศ กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม พ.ศ.๒๕๕๗ มีหน้าที่ พิจารณา เสนอนโยบาย วางแผน อำนวยการ ประสานงาน ควบคุม กำกับการ พัฒนาและดำเนินการด้านการส่งกำลังบำรุง การพัสดุ และทรัพย์สินของทางราชการ การสำรองสงคราม การระดมสรรพกำลัง กับมีหน้าที่จัดการความรู้ ควบคุม ประเมินผล และตรวจตรากิจการในสายวิทยาการด้านการส่งกำลังบำรุง และแผนที่ มีเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ ปัจจุบันพลอากาศโท อำพล อิ่มบัว เป็นเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศ คนที่๒๖ โดยมี พลอากาศตรี ชาญยุทธ ศิริธรรมกุล เป็นรองเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารอากาศ, พลอากาศตรี ศิริพล ศิริทรัพย์ เป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน และ พลอากาศตรี เฉลิมวงษ์ กีรานนท์ เป็นผู้อำนวยการสำนักส่งกำลังบำรุง

การส่งกำลังบำรุงเป็นกิจกรรทางทหารอย่างหนึ่งที่ต้องการประสิทธิภาพและหลักประกันความสำเร็จ
อย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลักการการผสมผสานหรือบูรณาการในการคิดร่วมกัน การทำงานเป็นทีม เพื่อมุ่งสู่ปัจจัย
ความสำเร็จด้านการส่งกำลังบำรุง ให้สามารถสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างมีประสิทธิภาพ แม้โดยความหมายของการส่งกำลังบำรุงจะรวมถึงอาคารสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก
และการบริการต่าง ๆ แต่ในทุกภารกิจจะต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคนและพัสดุส่วนใหญ่ ซึ่งทั้งสองประการนี้
เป็นทรัพยากร (Resources) ที่จำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างดี จึงจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
ถูกต้องและประหยัด ซึ่งมีปัจจัยเรื่องของเวลาในการจัดหาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยการจัดหน่วยงาน การส่งกำลังบำรุง

จะเป็นการบริหาร ทรัพยาการ(Resources Management)เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีลักษณะพื้นฐาน จากการ
จัดดำเนินงานทั่วไป ทั้งนี้เนื่องด้วยการดำเนินกิจกรรส่งกำลังบำรุง มีวัตถุประสงค์หลัก คือตอบสนองความต้องการ

ทางยุทธการ เพื่อการสงครามและการสำรองสงคราม เพื่อให้สามารถดำเนินการได้สำเร็จ จึงต้องวิเคราะห์การ
ใช้ทรัพยากร อย่างทั่วถึงจริงจังไม่ให้มากเกินความจำเป็น และไม่ให้น้อยจนเกิดการขาดแคลน ที่สำคัญ คือ ทันเวลาตรงตามความต้องการและความจำเป็น