เกี่ยวกับ

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์(ภาษาอังกฤษ : TheCrown Property Bureau)เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามความในพระราชบัญญัติ จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ โดยมีสถานะเป็นหน่วยราชการระดับกองในสังกัดกรมคลัง (ปัจจุบันคือกรมธนารักษ์) กระทรวงการคลัง ทำหน้าที่บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์อันเกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฯ อีก 2 ครั้ง เพื่อให้เกิดความเหมาะสม คือ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2484 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2491 และได้ยกฐานะสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้นเป็นนิติบุคคล โดยเป็นหน่วยงานอิสระ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2491 (วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ถือเป็นวันสถาปนาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์)

จากประวัติความเป็นมาจะพบว่าแท้จริงแล้วการบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการปกครองในระบอบกษัตริย์และมีวิวัฒนาการเคียงคู่กับประวัติศาสตร์ชาติไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่สมัยที่ประเทศไทยยังปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ทรัพย์สินทั้งปวง ในท้องพระคลังและในราชอาณาจักรเป็นของพระมหากษัตริย์ ผู้อยู่ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินแต่เพียงพระองค์เดียว อย่างไรก็ตามพระมหากษัตริย์ได้ทรงพยายามแยกพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดิน โดยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

การค้าขายกับต่างประเทศเจริญก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ทรงเก็บหอมรอมริบเงินกำไรที่ได้จากการค้าสำเภาซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ไว้เป็นจำนวนมาก ทรงเก็บใส่ไว้ในถุงผ้าสีแดงจำนวนมากซึ่งเรียกกันว่าเงินถุงแดงไว้ข้างพระแท่นที่บรรทม เรียกว่าเงินข้างที่ซึ่งต่อมามีจำนวนมากขึ้นก็เก็บไว้ในห้องข้างๆ ที่บรรทม เงินถุงแดงข้างพระแท่นบรรทม (เงินถุงแดงข้างพระที่) นั้น จึงเรียกว่าคลังข้างที่ทรงพระราชทานเป็นทุนสำรองให้แก่แผ่นดินสำหรับใช้ในยามบ้านเมืองอยู่ในภาวะคับขัน โดยมีรับสั่งว่าให้เก็บไว้สำหรับไถ่บ้านเมือง ราวกับจะทรงพยากรณ์เห็นเหตุการณ์ที่จะบังเกิดขึ้นภายหน้า คือ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 (พ.ศ.2426) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ประเทศไทยเกิดกรณีพิพาทกับประเทศฝรั่งเศสจึงได้นำเงินถุงแดงมาสมทบเพื่อเป็นการไถ่บ้านเมืองรักษาอธิปไตย ชดใช้ค่าเสียหายและค่าประกันแก่ประเทศฝรั่งเศส

จวบจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) อันเป็นยุคแห่งการปฏิรูปและการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านจากแบบจารีตประเพณีมาเป็นแบบสากล โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิรูประบบการคลังใหม่ และมีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินเป็นครั้งแรก เพื่อให้รายรับและรายจ่ายของแผ่นดินเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ซึ่งการจัดทำงบประมาณในครั้งนี้ได้มีการแยก พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างเด็ดขาด โดยมอบหมายให้กรมพระคลังข้างที่เป็นผู้จัดการดูแลพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ภายใต้สังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาพระราชทรัพย์ทั้งปวงในราชอาณาจักร เมื่อรายได้รวมของแผ่นดินมากขึ้นอันเนื่องมาจากการปฏิรูปทางการเงินในปีพุทธศักราช 2433 ซึ่งมีการตั้งกระทรวงการคลังขึ้นมาเป็นครั้งแรก ส่งผลให้จำนวนเงินที่ได้รับการจัดสรรของกรมพระคลังข้างที่ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในช่วงแรกรายได้ของกรมพระคลังข้างที่นำไปเป็นค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาพระราชวัง และค่าใช้จ่ายในการเสด็จไปทรงศึกษาต่อยังต่างประเทศของพระราชโอรสเป็นหลัก แต่เมื่อรายได้ดังกล่าวเพิ่มขึ้น ก็มีเงินเหลือจ่ายจากค่าใช้จ่ายดังกล่าว และรูปแบบการใช้จ่ายเงินคงเหลือดังกล่าวนี้เองที่เป็นรากฐานของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน

บทบาทของกรมพระคลังข้างที่ในการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความทันสมัยของบ้านเมืองซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงพัฒนาการทางสังคมจึงเริ่มปรากฏเด่นชัดนับแต่นั้น ทั้งในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยุคแรกเริ่มโดยการก่อสร้างอาคารพาณิชย์เพื่อหาที่อยู่ให้แรงงานและให้โอกาสในการทำการค้ามากกว่าจะมุ่งหารายได้สูงสุดจากค่าเช่าและในเมืองสำคัญตามต่างจังหวัดได้มีการสร้างตลาดขึ้น เพื่อนำค่าบำรุงตลาดไปใช้ในการพัฒนาระบบสุขาภิบาลและสาธารณูปโภคพื้นฐานในเขตศูนย์กลางเมืองใหม่เหล่านี้ ควบคู่ไปพร้อมกับการตัดถนนสายใหม่ๆ ของกระทรวงโยธาธิการ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและย่าน

พาณิชยกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว และในฐานะนักลงทุนยุคบุกเบิกผู้ก่อตั้งธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ตลอดจนการร่วมลงทุนในภาคธุรกิจอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในเวลาต่อมา

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ภายหลังประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อปี 2475กรมพระคลังข้างที่จึงถูกลดบทบาทมาเป็นสำนักงานพระคลังข้างที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง พร้อมกับได้มีการจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพุทธศักราช 2491 โดยแบ่งทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่(1) ทรัพย์สินส่วนพระองค์คือ ทรัพย์สินที่เป็นของพระมหากษัตริย์อยู่แล้วก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ หรือทรัพย์สินที่รัฐทูลเกล้าฯ ถวาย หรือทรัพย์สินที่ทรงได้มาไม่ว่าในทางใดและเวลาใด นอกจากที่ทรงได้มาในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้รวมทั้งดอกผลที่เกิดจากบรรดาทรัพย์สินเช่นว่านั้นด้วย (เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล) โดยอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์ ซึ่งทรัพย์สินส่วนพระองค์อยู่ในข่ายที่ต้องเสียภาษีอากรต่างๆ เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทั่วไป สามารถจำหน่าย จ่าย โอน หรือซื้อขายแลกเปลี่ยนได้(2) ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินคือ ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า พระราชวัง โดยอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของสำนักพระราชวัง ซึ่งทรัพย์สินส่วนนี้ได้รับยกเว้นการเสียภาษีอากร และ(3) ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คือ ทรัพย์สินซึ่งเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์ มิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ใดโดยเฉพาะ (มิใช่ของบุคคล) มีไว้สำหรับพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงใช้สอยในระหว่างที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ไม่สามารถจำหน่าย จ่าย โอน หรือซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ เว้นแต่เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อันได้มีบทกฎหมายให้โอน หรือจำหน่ายเท่านั้น พระมหากษัตริย์ทรงใช้ได้เพียงดอกผลที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินในส่วนนี้เท่านั้น อันเป็นที่มาของการก่อตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ดูแลรักษา และจัดหาผลประโยชน์อันเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรัพย์สินส่วนนี้ได้รับยกเว้นภาษีอากร โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 1 คน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย รวมถึงมีอำนาจลงนามเป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้รายได้จากการบริหารจัดการหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัยโดยมากมักจะเป็นกิจการในโครงการตามพระราชดำริ การพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎร การซ่อมแซมพระอารามหรือพระราชวัง เป็นหลัก

นอกจากนี้ คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ยังมีการประชุมปีละ 4 ครั้ง เพื่อกำหนดนโยบายและเป็นโอกาสให้ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์รายงานผลการบริหารจัดการ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการทรัพย์สินฯ ได้เข้าร่วมการประชุมโดยสม่ำเสมอ ในส่วนของสถานะทางการเงิน เช่น งบดุลประจำปี ได้รับการตรวจสอบและสำแดงต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทุกปีงบประมาณ

ด้วยความจงรักภักดีและมุ่งเจริญตามรอยเบื้องพระยุคลบาทน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นเข็มทิศนำทาง ทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยึดมั่นในหน้าที่ของตน คือบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อันเป็นภารกิจหลัก และในฐานะพลเมืองดีของชาติ ด้วยการพัฒนาสังคมผ่านกิจการอันหลากหลาย มุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการทรัพย์สินในความรับผิดชอบเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อชุมชน ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่และสังคมโดยรวม โดยยึดหลักการพัฒนาอย่างสมเหตุสมผลบนพื้นฐานของความพอดี ตามสภาพภูมิสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน พร้อมกับน้อมนำแนวพระราชดำริ รวมทั้งหลักการทรงงาน มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนในสังคม และสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรและสังคมไทยอย่าง พอเพียง และ ยั่งยืน

การที่ภารกิจหลักของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คือ การบริหารจัดการตามความรับผิดชอบที่มุ่งเน้น คุณค่า มากกว่า มูลค่า เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม ปัจจุบันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้กำหนดภารกิจสำคัญคือการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน 4 มิติ ประกอบด้วย มิติด้านเศรษฐกิจ มิติด้านสังคม มิติด้านสิ่งแวดล้อม และมิติด้านวัฒนธรรม อันเป็นรากฐานแห่งการสร้างความมั่นคงทั้งในระดับองค์กร และระดับชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ตลอดระยะเวลาแห่งการดำเนินงานที่ผ่านมาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น เป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายที่มุ่งเน้นการส่งเสริม ปรับปรุง และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทแรงกายแรงใจในการยกระดับองค์กรให้ทรงคุณค่ายิ่งกว่าที่ผ่านมา ส่งเสริมการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน เกิดเป็นพลวัตที่ดีแห่งการพัฒนา