เกี่ยวกับ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร (Department of Royal Rainmaking and Agricultural Aviation)

ประวัติความเป็นมา และการก่อตั้ง
๑๔ ปี หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวคิด ทำให้เมฆรวมตัวกันตกลงมาเป็นฝน แก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชียวชาญด้านเกษตรวิศวกรรม และ ๑๔ ปีของการทุ่มเทค้นคว้าทดลอง และประดิษฐ์คิดค้นอย่างเอาจริงเอาจัง จนมีความเป็นไปได้ที่จะปฏิบัติการค้นคว้าทดลองจริงในท้องฟ้า

ในปี ๒๕๑๒ คณะปฏิบัติการฝนหลวง เป็นเพียงคณะปฏิบัติการค้นคว้าทดลองในลักษณะเฉพาะกิจและบูรณาการโดยสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนบุคลากรจากกองเกษตรสัมพันธ์ และงบประมาณบางส่วนจากกรมการข้าว สนับสนุนเครื่องบินและนักบินจากแผนกปราบศัตรูพืชทางอากาศและกองเกษตรวิศวกรรม รวมทั้งนักวิชาการหลากหลายสาขา เช่น เกษตร เกษตรกลวิธาน วิศวกรเครื่องกล นายช่างระดับ ปวส. งบประมาณและอุปกรณ์เท่าที่มี ร่วมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ปฏิบัติการค้นคว้าทดลองจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก จึงเกิดขึ้นได้สำเร็จ เมื่อวันที่ ๑๙-๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒

จากนั้นมา จึงทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นองค์กรปฏิบัติการสนองพระราชประสงค์ในการค้นคว้าทดลองทำฝนหลวง ควบคู่กับปฏิบัติการหวังผลกู้ภัยแล้งมาโดยตลอด

สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ก้าวแรกที่เริ่มต้น (ฝล.) Insignia of the For-Lor-Office
ถึงปี ๒๕๑๘ รัฐบาลตระหนักว่าปฏิบัติการฝนหลวงทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ มีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานฝนหลวงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ดังนั้น เพื่อให้ปฏิบัติการฝนหลวงสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้กว้างขวางและเป็นผลดียิ่งขึ้น จึงมีการตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ขึ้น ในสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๘

ในเวลานั้น สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงมีภารกิจหลัก คือ ปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและบรรเทาสภาวะแห้งแล้ง โดยการช่วยให้เกิดฝนตามธรรมชาติ เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับการบริโภคอุปโภคและการเกษตร เพิ่มปริมาณน้ำให้แก่ต้นน้ำลำธาร หนองบึงธรรมชาติ อ่างและเขื่อนกักเก็บน้ำ เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้า การชลประทาน น้ำประปา อุตสาหกรรม และน้ำใต้ดิน รวมทั้งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง

สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ช่วงเริ่มต้น มีหน่วยปฏิบัติการ ๔ หน่วย และไม่มีอาคารที่ทำการอาศัยเพียงห้องเล็กๆ ในกองเกษตรวิศวกรรม ๓ ห้อง เป็นที่ทำงาน ใช้เจ้าหน้าที่จากกองเกษตรวิศวกรรม สร้างและพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ทั้งเครื่องอบเกลือ เครื่องเผาเกลือ เครื่องบดเกลือ ฯลฯ

นายวราวุธ ขันติยานันท์ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เจ้าของรหัสเรียกขานว่าวรุณ ๑๓ เล่าถึงบรรยากาศการทำงานของสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อปี ๒๕๒๐ ที่เข้ารับราชการใหม่ๆ ว่า ช่วงนั้นมีหน่วยปฏิบัติการอยู่เพียง ๔ หน่วย ที่จะออกปฏิบัติการช่วยเหลือภัยแล้งเมื่อมีประชาชนร้องขอผ่านทางผู้ว่าราชการจังหวัด

ช่วงนั้น บางปีก็แล้งมาก บางปีก็แล้งน้อยสลับกันไป แต่ต่อมาสถานการณ์ภัยแล้งเริ่มกว้างขวางมากขึ้น จากปีหนึ่งๆ มี ๑๐-๑๕ จังหวัด กลายเป็น ๒๐-๓๐-๔๐ จังหวัด บางทีขอมาพร้อมกัน ๕๐ จังหวัด หน่วยปฏิบัติการเริ่มไม่พอ ช่วงนั้นค่อนข้างลำบาก เจ้าหน้าที่เหน็ดเหนื่อยกันมากเพราะเสร็จภารกิจตรงนี้ ก็ต้องวิ่งจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่งทันที ต้องเคลื่อนย้ายให้เสร็จภายใน ๓ วัน เคลื่อนกันเป็นกองคาราวาน ขนเคมี เครื่องไม้เครื่องมือ พอได้รับคำสั่งก็เดินทางจากระยอง จันทบุรี ไปสุราษฎร์ธานี ตั้งหน่วยให้เสร็จ วันที่ ๓ ต้องบินขึ้นทำงานได้

ในปี ๒๕๒๐ สำนักปฏิบัติการฝนหลวง มีหน่วยปฏิบัติการ ๔ ทีม แต่ละทีมมีเครื่องบินเล็กๆ ๓-๔ ลำ มีนักบินและช่างเครื่อง ลำละ ๓ คน แต่มีนักวิทยาศาสตร์อยู่ ๖ คน ทุกครั้งที่ออกปฏิบัติการในทุกฝูงบินจะมีนักวิทยาศาสตร์ไปด้วยหนึ่งคน

แต่ละปีจะไม่เหมือนกัน บางปีแล้งต้นปี บางปีก็แล้งกลางปี บางปีก็แล้งปลายปี ธรรมชาติไม่แน่นอน แต่จะทำงานกันหนักจริงๆ ช่วงเริ่มการเพาะปลูกข้าวนาปี ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม ถ้าฝนทิ้งช่วงก็เป็นวิกฤตที่ต้องทำงานกันหนัก ขึ้นบินทุกวัน วันหนึ่ง ๒-๓ เที่ยว รัศมีการบินครอบคลุมประมาณ ๔ จังหวัด